-->
Products Service

บริการรับสั่งสินค้าฟรี

หากคุณไม่สะดวกในการค้นหาสินค้า เพื่อเปรียบเทียบราคา หรือการตัดสินใจซื้อสินค้าอย่างมีคุณภาพ โปรดส่งข้อมูลลิงก์สินค้ามาให้เรา เราจะส่งข้อมูลเปรียบราคาสินค้าไปให้คุณ เพื่อคุณจะมั่นใจในการได้รับสินค้าที่มีคุณภาพเหมาะสมกับคุณภาพและราคาที่ต้องจ่าย

เราจะตอบกลับและส่งลิงค์สินค้าเปรียบเทียบไปให้คุณทาง Email ที่คุณกรอกมา

10 เคล็ดลับการใช้ Windows 11 25H2 26200

10 เคล็ดลับการใช้ Windows 11 25H2 26200นี่คือ 10 เคล็ดลับการใช้งาน Windows 11 เวอร์ชัน 25H2 (Build 26200) ที่คัดมาเน้นๆ เพื่อช่วยให้คุณใช้งานได้คุ้มค่า เร็ว แรง และปลอดภัยที่สุด ทั้งในแง่ฟีเจอร์ใหม่และทริกการเพิ่มประสิทธิภาพครับ           

10 เคล็ดลับการใช้ Windows 11 25H2 26200
A 1:1 ratio infographic illustrating 10 tips for Windows 11 25H2 (Build 26200). The visual is divided into three colorful sections: 'Performance' with a rocket icon, 'System' with a gear icon, and 'Productivity' with a laptop icon. Each section contains concise summaries of the tips mentioned in the text like 'Ultimate Performance mode', 'Storage Sense', and 'Snap Layouts', using modern Windows 11 aesthetics, clean typography, and vibrant icons on a sleek glassmorphism background.
นี่คือ 10 เคล็ดลับการใช้งาน Windows 11 เวอร์ชัน 25H2 (Build 26200) ที่คัดมาเน้นๆ เพื่อช่วยให้คุณใช้งานได้คุ้มค่า เร็ว แรง และปลอดภัยที่สุด ทั้งในแง่ฟีเจอร์ใหม่และทริกการเพิ่มประสิทธิภาพครับ

🚀 ส่วนที่ 1: ปลดล็อกความแรงและความเสถียร


1. เปิดโหมดพลังงานซ่อนเร้น "Ultimate Performance"
วิธีทำ: คลิกขวาที่ปุ่ม Start > เลือก Terminal (Admin) > วางโค้ด powercfg -duplicatescheme e9a42b02-d5df-448d-aa00-03f14749eb61 แล้วกด Enter จากนั้นไปที่ Control Panel > Power Options แล้วเลือกโหมดนี้
ผลลัพธ์: คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะจะทำงานเต็มสูบตลอดเวลา ไม่มีการหน่วงหรือลดกำลังไฟของฮาร์ดแวร์
2. เคลียร์ไฟล์ขยะ 500GB จากบั๊กเก่า
วิธีทำ: ไปที่ Settings > System > Storage > Temporary files ติ๊กเลือกไฟล์ขยะทั้งหมด (รวมถึง Windows Update Cleanup) แล้วกด Remove files
ผลลัพธ์: ลบไฟล์ขยะที่เกิดจากบั๊ก CapabilityAccessManager ในระบบเวอร์ชันก่อนหน้า ทวงคืนพื้นที่ฮาร์ดดิสก์กลับมาทันที
3. ปิดแอปพื้นหลังที่แอบรันตอนเปิดเครื่อง (Startup Apps)
วิธีทำ: ไปที่ Settings > Apps > Startup แล้วกดปิด (Off) แอปที่คุณไม่ได้ใช้ทันทีหลังเปิดเครื่อง เช่น Teams, Spotify หรือ Microsoft Edge
ผลลัพธ์: บูตเครื่องเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และเหลือแรม (RAM) ไว้ใช้งานหลักๆ มากขึ้น
4. ปิดเอฟเฟกต์แอนิเมชันเพื่อความโปร่งโล่งของแรม
วิธีทำ: ไปที่ Settings > Accessibility > Visual effects แล้วปิด Animation effects และ Transparency effects
ผลลัพธ์: หน้าต่างโปรแกรมและโฟลเดอร์จะเด้งเปิดขึ้นมาทันทีโดยไม่มีอาการหน่วงหรือรอภาพเคลื่อนไหว

🛠️ ส่วนที่ 2: ฟีเจอร์ใหม่และการจัดการระบบขั้นสูง
5. ใช้ระบบกู้คืนไฟล์ขั้นเทพ "Point-in-time restore"
วิธีทำ: ค้นหาคำว่า "Create a restore point" ในช่องค้นหาของ Windows เพื่อตั้งค่าเปิดใช้งานฟีเจอร์นี้บนไดรฟ์ C
ผลลัพธ์: ระบบจะใช้เทคโนโลยี VSS ล็อกและสำรองข้อมูลระบบที่เสถียรกว่าเดิม หากคอมพิวเตอร์มีปัญหาหลังอัปเดต จะสามารถย้อนเวลากลับไปจุดที่สมบูรณ์ได้ทันที
6. ปิด AI บันทึกหน้าจอ "Recall & Snapshot" ถ้าไม่ได้ใช้
วิธีทำ: ไปที่ Settings > Privacy & security > Recall & snapshots แล้วเลือกปิด (Off)
ผลลัพธ์: ป้องกันคอมพิวเตอร์แอบบันทึกภาพหน้าจอทุกๆ วินาที ช่วยประหยัดทรัพยากรเครื่องและเพิ่มความเป็นส่วนตัว
7. ตั้งค่าปริ้นเตอร์ด้วยมาตรฐานใหม่ IPP เพื่อความปลอดภัย
วิธีทำ: เมื่อเชื่อมต่อเครื่องพิมพ์ใหม่ผ่าน Settings > Bluetooth & devices > Printers & scanners ระบบจะเลือกใช้โปรโตคอล IPP ให้โดยอัตโนมัติ
ผลลัพธ์: การสั่งพิมพ์งานในองค์กรหรือที่บ้านจะปลอดภัยจากการถูกดักจับข้อมูล และไม่ต้องลงไดรเวอร์เสริมที่ยุ่งยาก

💻 ส่วนที่ 3: ทริกเด็ดสำหรับสายทำงาน (Productivity)
8. บังคับเบราว์เซอร์ให้ประหยัดแรมด้วย Efficiency Mode
วิธีทำ: เปิด Microsoft Edge หรือ Google Chrome เข้าไปที่ Settings > System and performance แล้วเปิด Efficiency mode หรือ Memory Saver
ผลลัพธ์: เบราว์เซอร์จะแช่แข็งแท็บที่คุณไม่ได้เปิดดูนานๆ ไม่ให้กินแรม คอมพิวเตอร์จึงทำงานลื่นไหลแม้จะเปิดแท็บทิ้งไว้เป็นร้อย
9. จัดระเบียบหน้าจอทำงานด้วย Snap Layouts แบบเร่งด่วน
วิธีทำ: กดปุ่ม Windows + ลูกศร (ซ้าย/ขวา/ขึ้น/ลง) บนคีย์บอร์ด หรือลากหน้าต่างโปรแกรมไปชนที่ขอบบนสุดของหน้าจอ
ผลลัพธ์: แบ่งหน้าจอทำงานได้สูงสุด 4 ส่วนอย่างแม่นยำ ไม่ต้องเสียเวลามานั่งลากปรับขนาดโฟลเดอร์เอง
10. เปิดระบบสลัดไฟล์ขยะอัตโนมัติ (Storage Sense)
วิธีทำ: ไปที่ Settings > System > Storage แล้วเปิดสวิตช์ Storage Sense ให้เป็น On
ผลลัพธ์: Windows จะคอยลบไฟล์ในถังขยะ (Recycle Bin) และไฟล์ในโฟลเดอร์ Download ที่ค้างไว้นานเกินกำหนดให้อัตโนมัติ โดยที่คุณไม่ต้องมากดลบเองเรื่อยๆ

หากคุณต้องการเจาะลึกในข้อไหนเป็นพิเศษ สามารถเลือกดูวิธีใช้งานเพิ่มเติมได้นะครับ:
ขอขั้นตอนการเปิด Ultimate Performance ผ่าน PowerShell แบบละเอียด
ขอวิธีเปิดใช้ Hardware Acceleration ใน Adobe และ Office