วิเคราะห์เลือกตั้ง2569: 10 พรรคคะแนนนำ ณ 28 ม.ค. 2569 แยกตามภูมิภาค และจุดแข็งของแต่ละพื้นที่
คะแนนนิยมที่เราเห็นในข่าว บางทีเหมือนดู “อุณหภูมิ” ของประเทศ แต่พอซูมลงไปในแผนที่จริงๆ จะพบว่าแต่ละพื้นที่ร้อนเย็นไม่เท่ากันเลย บทความนี้เป็น วิเคราะห์เลือกตั้ง2569 แบบอ่านง่าย โดยโฟกัสคำว่า “พรรคคะแนนนำ” แยก 5 พื้นที่ คือ เหนือ อีสาน กลาง ใต้ และกรุงเทพฯ เพื่อให้เห็นว่าฐานเสียงไม่ได้กระจายเท่ากันทุกจังหวัด
ภาพที่ใช้เป็นมุมมอง ณ วันที่ 28 ม.ค. 2569 เท่านั้น และยังเปลี่ยนได้จากหลายเรื่อง เช่น ตัวผู้สมัครเขต กระแสนโยบาย เหตุการณ์ปัจจุบัน หรือแม้แต่ดราม่ารายวันในโซเชียล
อ่านจบแล้ว คุณจะเห็นจุดแข็งรายภูมิภาคแบบเป็นกลาง และพอเดา “สัญญาณการหาเสียง” ได้แม่นขึ้นว่าแต่ละพรรคควรไปชนะตรงไหน และตรงไหนที่เสี่ยงโดนพลิก
10 พรรคคะแนนนำ ณ 28 ม.ค. 2569, ภาพรวมประเทศบอกอะไรเรา
มองภาพรวมประเทศ ณ 28 ม.ค. 2569 สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ “ใครนำ” แต่คือ “นำแบบไหน” บางพรรคคะแนนดูสูงในภาพรวม เพราะแข็งมากในเมืองใหญ่หรือจังหวัดศูนย์กลาง ขณะที่บางพรรคคะแนนไม่ได้พุ่งสุด แต่กระจายตัวดี ทำให้มีลุ้นเก็บเขตได้หลายจุด
ต่อไปนี้คือ 10 พรรคที่มักถูกพูดถึงว่าอยู่กลุ่มคะแนนนำในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน (เรียงเพื่ออ่านง่าย ไม่ได้ยืนยันลำดับตายตัว) พร้อมภาพฐานเสียงโดยรวมที่คนมักมองเห็นจากสนามจริง
- พรรคเพื่อไทย: ฐานเสียงกว้างในหลายจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่เมืองรองและชุมชนที่คุ้นกับแบรนด์พรรค
- พรรคก้าวไกล: เด่นในเขตเมือง คนทำงานรุ่นใหม่ และพื้นที่ที่ให้ความสำคัญกับความโปร่งใส
- พรรคภูมิใจไทย: แข็งจากเครือข่ายพื้นที่ และฐานเสียงที่ยึดโยงกับทีมท้องถิ่นหลายจังหวัด
- พรรคพลังประชารัฐ: มักมีฐานจากกลุ่มการเมืองท้องถิ่นเดิม และผู้สมัครเขตที่มีทุนทางพื้นที่
- พรรครวมไทยสร้างชาติ: จุดขายอยู่ที่ภาพความมั่นคงและกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ชอบแนวทางอนุรักษนิยม
- พรรคประชาธิปัตย์: ยังมีความแข็งแรงในบางจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่ที่ยึดโยงเครือข่ายเดิม
- พรรคชาติไทยพัฒนา: มักเห็นแรงหนุนจากฐานท้องถิ่นและจังหวัดที่มีสายสัมพันธ์ยาวนาน
- พรรคประชาชาติ: เด่นในพื้นที่ที่มีอัตลักษณ์ชุมชนเข้ม และเครือข่ายสังคมแน่น
- พรรคไทยสร้างไทย: มีฐานในกลุ่มที่โฟกัสปากท้อง และคนที่อยากได้ทางเลือกใหม่แต่ยังเน้นความเป็นไปได้
- พรรคเสรีรวมไทย: ฐานเสียงมักมาจากกลุ่มที่สนใจประเด็นการเมืองเชิงหลักการและภาพจำของผู้นำพรรค
ภาพรวมแบบนี้สะท้อนว่า “ติดอันดับรวม” ไม่ได้แปลว่า “ชนะเป็นเขต” เสมอไป เพราะสนามจริงตัดสินกันที่การกระจายคะแนน และความหนาแน่นของทีมในแต่ละพื้นที่
อ่านคำว่า “คะแนนนำ” ให้ถูก, คะแนนนิยมกับโอกาสได้ที่นั่งไม่เหมือนกัน
คำว่า “คะแนนนิยม” เป็นเหมือนเสียงเชียร์รวมทั้งประเทศ แต่ “ที่นั่ง” คือผลการแข่งขันรายเขตที่ต้องชนะจริง บางพรรคคะแนนสูงมากในเมืองใหญ่ แต่พอออกนอกเมือง คะแนนบางลง ทำให้ชนะได้เป็นหย่อมๆ ในทางกลับกัน บางพรรคคะแนนไม่ได้สูงที่สุดในภาพรวม แต่มี “คะแนนพอดีๆ” กระจายหลายจังหวัด จึงมีโอกาสเก็บเขตได้ต่อเนื่อง
นึกภาพเหมือนนักวิ่งมาราธอน คนหนึ่งวิ่งเร็วมากช่วงแรก แต่อีกคนรักษาเพซได้ทั้งทาง ปลายทางอาจไม่เหมือนที่เห็นตอนกิโลเมตรที่ 5 เพราะสนามเลือกตั้งมีทั้งแรงเชียร์ ภาคสนาม และตัวผู้สมัครที่ส่งผลต่อผลลัพธ์จริง
สัญญาณที่ควรจับตาหลัง 28 ม.ค. 2569, อะไรทำให้คะแนนแกว่งเร็ว
หลัง 28 ม.ค. 2569 คะแนนมีสิทธิแกว่งจากปัจจัยที่จับต้องได้มากกว่าคำขวัญสวยๆ โดยเฉพาะเรื่องพวกนี้
- ตัวผู้สมัครเขต: คนรู้จักพื้นที่จริง หรือทำงานพื้นที่ต่อเนื่อง มักดึงคะแนนได้แม้กระแสพรรคไม่นำ
- นโยบายปากท้อง: ราคาสินค้า หนี้ ครัวเรือน ค่าครองชีพ มักเป็นประเด็นที่พลิกใจคนได้เร็ว
- ความเชื่อมั่นต่อผู้นำพรรค: ภาพลักษณ์ความเด็ดขาดหรือความน่าเชื่อถือ ส่งผลกับคนที่ยังลังเล
- เครือข่ายท้องถิ่น: องค์กรชุมชน กลุ่มอาชีพ ทีมผู้ช่วย สะสมแต้มแบบเงียบๆ แต่หนัก
- ประเด็นร้อนรายภูมิภาค: น้ำ การเกษตร ท่องเที่ยว ความปลอดภัย หรือปัญหาชายแดน แต่ละที่ไม่เหมือนกัน
- การสื่อสารออนไลน์: คลิปไวรัลดีได้คะแนน คลิปพลาดก็เสียคะแนน โดยเฉพาะพื้นที่เมือง
และนี่คือเหตุผลว่าทำไมการแยกดูตามภูมิภาคถึงช่วย “อ่านเกม” ได้ชัดกว่าแค่ดูกราฟรวม
แยกตามภูมิภาค, ใครนำที่ไหน และเพราะอะไรถึงแข็งในพื้นที่นั้น
เหนือและอีสาน, ฐานคะแนนชนบทและเครือข่ายพื้นที่ทำงานอย่างไร
ภาคเหนือและอีสานมักเห็นการแข่งขันแบบหลายขั้ว มีทั้งพรรคใหญ่ที่มีฐานเดิม พรรคกระแสเมืองที่พยายามขยาย และบางพื้นที่ก็มีแรงหนุนจากทีมท้องถิ่นที่แข็งจริง จุดร่วมของสองภาคนี้คือ “ความสัมพันธ์ระดับพื้นที่” ยังสำคัญมาก คนจำนวนไม่น้อยตัดสินใจจากงานที่จับต้องได้ เช่น ใครช่วยเรื่องน้ำ ใครผลักดันถนน ใครเข้าหาเวลามีปัญหา
กลุ่มพรรคที่มักนำหรือเบียดกันสูสี มักเป็นพรรคใหญ่ระดับประเทศร่วมกับพรรคที่มีทีมพื้นที่แน่น จุดแข็งคือ การเข้าถึงชุมชน และการสื่อสารเรื่องปากท้องที่ตรงจุด ประเด็นอย่างราคาพืชผล น้ำเพื่อการเกษตร งานนอกระบบ และหนี้ครัวเรือน เป็นหัวข้อที่คนคุยกันจริงในตลาดและวงกาแฟเช้า
ความเสี่ยงของพรรคที่นำในเหนือและอีสานมีอยู่สองด้าน ด้านแรกคือ “แตกคะแนน” เมื่อมีหลายพรรคแย่งฐานเดียวกัน เขตเดียวอาจแพ้แบบเฉียดๆ ได้ ด้านที่สองคือผู้สมัครคู่แข่ง ถ้าฝั่งตรงข้ามส่งตัวเต็งที่รู้จักพื้นที่ดี คะแนนอาจไหลเร็วมาก แม้แบรนด์พรรคจะดังแค่ไหนก็ตาม
ภาคกลาง ภาคใต้ และกรุงเทพฯ, เกมคนทำงาน เมืองท่องเที่ยว และความคาดหวังต่อการบริหาร
ภาคกลางเป็นพื้นที่ผสม ทั้งเขตเมือง อุตสาหกรรม เกษตร และปริมณฑล ทำให้คะแนนแกว่งตามทั้ง “เศรษฐกิจ” และ “ตัวผู้สมัคร” พรรคที่มักนำในภาคกลางมักได้เปรียบจากการพูดเรื่องงาน รายได้ ค่าครองชีพ และการจัดการปัญหาเฉพาะหน้า เช่น น้ำท่วม ฝุ่น หรือการจราจร จุดแข็งคือการเสนอทางออกที่คนรู้สึกว่าเป็นไปได้ และมีทีมลงพื้นที่สม่ำเสมอ ส่วนจุดอ่อนคือคนตัดสินใจช้า และพร้อมเปลี่ยนใจเมื่อมีประเด็นใหม่
ภาคใต้มีความเหนียวแน่นของเครือข่ายท้องถิ่นและอัตลักษณ์รายจังหวัดสูง พรรคที่นำมักชนะด้วย “ความไว้ใจ” ที่สะสมมานาน และการเลือกผู้สมัครที่เข้ากับบริบทพื้นที่ เช่น เมืองท่องเที่ยว เมืองประมง หรือพื้นที่ชายแดน จุดเสี่ยงคือเมื่อเกิดประเด็นเฉพาะถิ่นที่กระทบรายได้ท้องถิ่น หรือเมื่อมีผู้สมัครหน้าใหม่ที่จับใจคนรุ่นทำงานได้มากกว่าเดิม
กรุงเทพฯ เป็นสนามที่คนคาดหวังเรื่อง “การบริหาร” ชัดเจน การเดินทาง ค่าครองชีพ ความโปร่งใส คุณภาพบริการสาธารณะ และความปลอดภัย เป็นประเด็นที่ตัดสินใจเร็ว พรรคที่มักนำใน กทม. มักได้คะแนนจากแคมเปญที่ชัด สื่อสารเก่ง และทีมผู้สมัครที่มีตัวตนจริงในพื้นที่ แต่ความเสี่ยงก็สูง เพราะกระแสเปลี่ยนไว ข่าวหนึ่งวันอาจทำให้ความรู้สึกของคนเมืองเปลี่ยนทิศได้ทันที
สรุปจุดแข็งรายพื้นที่, ใช้ดูแนวโน้มสนามจริงและการหาเสียงช่วงต่อไป
- ภาคเหนือ: จุดแข็งของพรรคที่มักนำคือเครือข่ายพื้นที่และการทำงานที่เห็นผลในชุมชน ตัวแปรเปลี่ยนเกมคือผู้สมัครคู่แข่งที่เป็นที่รู้จัก และการแตกคะแนนหลายพรรค
- ภาคอีสาน: จุดแข็งอยู่ที่การยึดโยงปากท้องและการเข้าถึงหมู่บ้านแบบต่อเนื่อง ตัวแปรคือประเด็นเศรษฐกิจเฉพาะหน้า และการจัดทีมเขตให้ครบทุกพื้นที่
- ภาคกลาง: จุดแข็งคือการสื่อสารนโยบายงานและรายได้ที่ตอบคนทำงานและภาคธุรกิจ ตัวแปรคือเหตุการณ์กระทบค่าครองชีพ และความนิยมต่อผู้สมัครแบบรายเขต
- ภาคใต้: จุดแข็งคือความไว้วางใจและเครือข่ายท้องถิ่นที่เหนียวแน่น ตัวแปรคือประเด็นรายจังหวัดที่กระทบอาชีพหลัก และการเกิดดาวรุ่งหน้าใหม่
- กรุงเทพฯ: จุดแข็งคือการชนะด้วยนโยบายเมืองที่ชัดและการสื่อสารออนไลน์ที่เข้าถึงเร็ว ตัวแปรคือข่าวไวรัล ภาพลักษณ์ความโปร่งใส และผลงานที่คนสัมผัสได้
ถ้าจะติดตามต่อให้ “เห็นของจริง” ให้จับตาดีเบต การเปิดตัวผู้สมัครเขต การย้ายพรรคในพื้นที่ และนโยบายเฉพาะจังหวัด เพราะสิ่งเหล่านี้มักเป็นตัวเร่งที่ทำให้คะแนนเปลี่ยนจากนำเป็นสูสี หรือจากสูสีเป็นแพ้ชนะในเวลาไม่นาน
บทสรุป
การดู วิเคราะห์เลือกตั้ง2569 แบบแยกภูมิภาคช่วยให้เห็นว่า “พรรคคะแนนนำ” ไม่ได้ชนะด้วยเหตุผลเดียวกันทุกพื้นที่ บางที่ชนะเพราะเครือข่าย บางที่ชนะเพราะนโยบายเมือง บางที่ชนะเพราะผู้สมัครเขตที่คนไว้ใจ และทั้งหมดนี้ทำให้การดูคะแนนรวมอย่างเดียวอาจพาเราเข้าใจผิดได้
ใช้ข้อมูลเป็นเครื่องมือคิด ไม่ใช่คำทำนาย แล้วค่อยเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ของคุณเอง สุดท้ายแล้ว ภูมิภาคไหนจะพลิกมากที่สุดในโค้งท้าย และประเด็นอะไรจะเป็นตัวตัดสินใจของคนส่วนใหญ่?
คำเตือน: บทความนี้ประมวลผลและเขียนขึ้นด้วยเอไอ ข้อมูลอาจผิดพลาดได้ ใช้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษาต่อยอด โปรดใช้วิจารณญาณในการใช้ข้อมูล
ต้องการข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม?
ติดตามบทความสาระความรู้ดีๆ อีกมากมายได้ที่เว็บไซต์ของเรา
อ่านบทความอื่นๆ